แชร์เคล็ดลับ ใช้เวลาแค่ 18 นาที ก็จัดการ Social media ได้

         หลายธุรกิจขนาดเล็ก มักจะไม่ค่อยมีเวลาในการจัดการโซเชียลมีเดียของตัวเอง ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการจ้างเอเจนซีเพื่อให้เข้ามาคอยดูแลในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีอยู่ ถึงแม้การจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาจัดการดูแลให้จะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับหลายธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอขนาดนั้น อาจพลาดหรือดูแลโซเชียลมีเดียของตัวเองได้ไม่ดีพอ

         ในขณะที่ลูกค้าหรือกลุ่มผู้ใช้งาน กำลังใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Linkedin หรือแม้กระทั่ง Tiktok การพลาดการสื่อสารบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ เท่ากับว่าเราได้ปล่อยโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าไปให้กับคู่แข่งแล้ว นอกจากนั้น รู้หรือไม่ว่า การเกิดขึ้นของลูกค้าไหม่ของสินค้าและแบรนด์ มาจากโซเชียลมีเดียถึง 40% ซึ่งหากเราไม่ดูแลช่องทางของเราให้ดีพอ นอกจากจะพลาดการสื่อสารกับลูกค้าปัจจุบันแล้ว ยังต้องพลาดการดึงดูดลูกค้าใหม่ถึง 40% ด้วย

         สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่มีเวลาในการจัดการโซเชียลมีเดียของตัวเองมากนัก บทความนี้จะพาคุณไปดูว่า เวลาแค่ 18 นาที ก็สามารถทำให้คุณจัดการโซเชียลมีเดียของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน

แผนการดูแลโซเชียลมีเดียใน 18 นาทีต่อวัน
1. นาทีที่ 1-5 : Social Listening

         เครื่องมือ Social listening คือเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจว่าลูกค้าหรือผู้ใช้งานทั่วไป มีการพูดถึงแบรนด์ของเราบนโซเชียลมีเดียอย่างไรบ้าง ทั้งในแฮชแท็ก คอมเม้นท์ หรือการเมนชั่น ซึ่งเมื่อเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียของเราถูฏพูดถึงอย่างไร ก็ทำให้เราสามารถวางแผนต่อในชั้นตอนของการสื่อสารต่อไปได้

  • Mentions of your brand: ผู้คนกล่าวถึงแบรนด์ของเราอย่างไร
  • Mentions of your product: ผู้คนกล่าวถึงสินค้าของเราอย่างไร
  • Specific hashtags and keywords: แอชแท็กเฉพาะและแฮชแท็กหลักเป็นอย่างไร
  • Competitors and partners: คู่แข่งและคู่ค้าถูกพูดถึงอย่างไร
  • Industry news and trends: ในช่วงนี้อะไรคือสิ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ ในอุตสาหกรรมของเราบ้าง

 

2. นาทีที่ 5-10 : วิเคราะห์และวางแผน

เมื่อรู้แล้วว่าแบรนด็ของเรามีการพูดถึงด้านใด เทรนด์ตลาดตอนนี้คนสนใจเรื่องอะไร คู่แข่งของเราเป็นแบบไหน ต่อมาคือการใช้ 5 นาทีสำหรับการวิเคราะห์และวางแผน เพื่อทำให้เกิดการ conversion ของคนที่พูดถึงเราให้มาเป็นลูกค้าของเราในที่สุด โดยสิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์คือ

  • Sentiment ความรู้สึกของคนที่พูดถึงแบรนด์

ผู้คนกำลังพูดถึงแบรนด์ของเราอย่างไร ถ้าหากเปรียบเทียบกับคู่แข่งของเราแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหากมีการกล่าวถึงด้านลบ จะวางกลยุทธ์การสื่อสารอย่างไรให้เป็นบวก หรือหากมีการพูดถึงในเชิงบวก จะมีการวางกลยุทธ์ต่อไปอย่างไรให้เกิดการตัดสินใจซื้อ เป็นต้น

  • Feedback ผลตอบรับ

ลูกค้าที่พูดถึงเรามีความคิดเห็นเฉพาะเกี่ยวกับแบรนด์ของเราหรือไม่ ในขั้นตอนนี้คือการหาข้อมูลเชิงลึกขึ้น เช่น ถ้าหากคุณเปิดร้านอาหาร และมีการพูดถึงร้านอาหารของคุณใน Social listening ว่าภายในร้านมีการเปิดเสียงเพลงดังเกินไป คุณก็สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างทันที

  • Trend แนวโน้มของตลาด

เทรนด์ของอุตสาหกรรมของเรากำลังเป็นอย่างไร ผู้คนพูดถึงหรือสนใจอะไรบ้าง ซึ่งทำให้เราสามารถต่อยอดการผลิตเนื้อหาที่ตอบรับกับความสนใจของกลุ่มลูกค้า พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินค้าใหม่ๆ จากกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อีกด้วย

  • Purchase Intent การสร้างลูกค้าใหม่

โดยการติดตามจากแฮชแท็ก คอมเม้นท์ หรือเมนชั่น ที่ได้พูดถึงสินค้า แบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ของเรา ซึ่งสร้างโอกาสในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

 

3. นาทีที่ 10-12 : ตรวจสอปฏิทินเนื้อหา (Content calendar)

         เมื่อเห็นแล้วว่าทิศทางของเนื้อหาสำหรับแบรนด์เราจะเป็นอย่างไร ต่อมาคือมารีเช็คกับปฏิทินเนื้อหาที่วางไว้ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ มีเนื้อหาที่หลุดจากเทรนด์ไปแล้วหรือเปล่า เนื้อหาที่เตรียมเผยแพร่มีความทันสมัย ตรงกับการแก้ปัญหาที่แบรนด์เราจัดการแล้วหรือยัง เป็นต้น

 

4. นาทีที่ 12-13 : สร้างกำหนดการ (Schedule)

         เมื่อหาข้อมูลและเตรียมเนื้อหาที่เหมาะสมต่อการเผยแพร่แล้ว ต่อมาคือมาวางแผนว่าจะโพสต์เนื้อหาเหล่านั้นเมื่อไร เวลาใด ถึงจะดีที่สุด เพื่อให้ตรงกับการใช้งานของกลุ่มลูกค้า และเพื่อให้เราสามารถประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มักโพสต์กันในช่วงเวลา 9.00 – 12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเช้าที่คนกำลัง active และอัปเดตสถานการณ์ในโซเชียลมีเดีย

 

5. นาทีที่ 13-18 : สร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Engagement)

         หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น ให้ใช้เวลาที่เหลือในการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การตอบความคิดเห็น การกดไลก์ การแชร์โพส ซึ่งมีผลสำรวจออกมาชี้ชัดแล้วว่า ยิ่งแบรนด์มีส่วนร่วมกับลูกค้าหรือผู้ติดตามมากเท่าไร ยิ่งเกิดประสบการณ์ทางบวกของลูกค้ามากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะพูดถึงแบรนด์และแนะนำแบรนด์ต่อให้เชิงบวกกับคนใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง word of mouth ได้เพียงใช้เวลาแค่ 5 นาที เท่านั้น

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn